สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลเอธิโอเปียกับภูมิภาคทางเหนือของประเทศขยายวงกว้างสู่เอริเทรีย ซึ่งเผชิญกับการโจมตีด้วยจรวดที่ถูกยิงข้ามพรมแดน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงแอดดิสอาบาบา ประเทศเอธิโอเปีย เมื่อวันที่ 15 พ.ย.โดยอ้างข้อมูลจากแหล่งข่าวนักการทูตหลายคน ว่าจรวดอย่างน้อย 3 ลูกถูกยิงข้ามพรมแดนออกจากภูมิภาคทิเกรย์ ทางตอนเหนือของเอธิโอเปีย ไปยังกรุงแอสมารา เมืองหลวงของเอริเทเรีย โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังแนวร่วมปลดปล่อยชาวทิเกรย์ ( ทีพีแอลเอฟ ) ซึ่งเป็นรัฐบาลท้องถิ่นของภูมิภาคทิเกรย์  เตือนว่าเอริเทรียอยู่ในความเสี่ยงการตกเป็นเป้าหมายของการโจมตี

ทั้งนี้ ทีพีแอลเอฟกล่าวหาเอริเทรียปฏิบัติการทางทหารข้ามพรมแดนมายังภูมิภาคทิเกรย์ โดยได้รับ “การอนุญาต” จากรัฐบาลในกรุงแอดดิสอาบาบา ขณะที่ทีพีแอลเอฟประกาศหลังจากนั้น ว่าการการโจมตี “ศัตรู” เพื่อป้องกันตนเอง จะยังคงเกิดขึ้น ตราบใดที่อีกฝ่ายยังไม่ยุติการโจมตี  อย่างไรก็ตาม มีการวิเคราะห์มานานระยะหนึ่งแล้วว่า ความขัดแย้งระหว่างเอธิโอเปียกับรัฐบาลท้องถิ่นทิเกรย์อาจขยายวงกว้างเป็นวิกฤติระดับภูมิภาค โดยประเทศที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือเอริเทรียและซูดาน ซึ่อยู่ทางเหนือและมีพรมแดนบางส่วนติดกับภูมิภาคทิเกรย์
 
ต่อมานายเดเบรตซิออง เกเบรไมเคิล ประธานาธิบดีของภูมิภาคทิเกรย์ กล่าวว่าข้อกล่าวหาต่าง ๆ นานาของนายกรัฐมนตรีอาบีย์ อาเหม็ด อาลี คือการจุดชนวนให้เกิดความเกลียดชังทางเชื้อชาติต่อกลุ่มชาติพันธุ์ในทิเกรย์ และกระตุ้นความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น
 
อนึ่ง ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมามีชาวเอธิโอเปียมากกว่า 16,000 คน ส่วนใหญ่เป็นเด็กและผู้หญิง เดินทางข้ามพรมแดน เพื่อลี้ภัยจากการสู้รบในภูมิภารทิเกรย์ที่อยู่ทางเหนือของเอธิโอเปีย อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่าจำนวนผู้ลี้ภัยอาจเพิ่มเป็น “หลักแสนคน” ซึ่งรัฐบาลซูดานได้เตรียมความพร้อมรับมือ ด้วยการจัดสร้างศูนย์พักพิงชั่วคราวหลายแห่ง และกลับมาเปิดศูนย์พักพิงอัม ราคูบา ซึ่งเคยใช้ดูแลพลเมืองเอธิโอเปียหลายพันคน ในช่วงวิกฤติความอดอยากระหว่างปี 2526 ถึง 2527 และปิดไปเมื่อปี 2543 ด้วย